บทความอื่นๆ:
   
     
      ประยุกต์ใช้กฎ 80/20 กับทุกสิ่ง

       Your Life Always Powerful


สำนึกคุณขุมพลัง
เดือนเมษายน พุทธศักราช 2523 วันนั้นเป็นวันที่ผมรู้สึกหดหู่มาก นั่งพักอยู่ในป่าเมืองกาญจนบุรี ใครที่ไม่เคยรู้จักทะเลทรายหากอยากจะสัมผัสก็ลองไปที่เมืองกาญจน์หน้าแล้งดูสิครับ พื้นดินมีแต่ทราย ต้นไม้ที่เคยเขียวชอุ่มก็ดำเป็นตอตะโกใบโกร๋นไปหมด อย่าไปตามสถานที่ท่องเที่ยวนะครับต้องไปที่ซึ่งชาวบ้านอยู่กันอย่างแร้นแค้น ผมกำลังอยู่ปีที่หนึ่งโรงเรียนนายร้อย จปร พวกเราประมาณสี่ร้อยนาย (จำนวนคน ภาษาทหารจะเรียกเป็น “นาย” ไม่ว่าจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง) เข้าค่ายการฝึกของทหาร เป็นการฝึกประมาณเดือนกว่าๆหลังจากที่พวกเรา “ขึ้นเหล่า” ซึ่งก็หมายถึงเมื่อจบโรงเรียนเตรียมทหารแล้วเราก็แยกเหล่าใครเหล่ามัน บก เรือ อากาศ หรือว่าตำรวจ สำหรับนักเรียนนายร้อย จปร ปีหนึ่ง หลังจากที่กร่างกับรุ่นน้องตอนที่เป็นนักเรียนเตรียมทหารปีที่สองนั้นก็ต้องกลับมาเป็นนักเรียนใหม่กันอีก ต้องทนถูก “ซ่อม” กันอย่างหนักอีกหนึ่งปีเต็ม เราจะขาดอิสรภาพมากกว่าเดิมและฝึกหนักมากกว่าเดิมอีก หลังจากขึ้นเหล่ากันมาและอยู่ในที่ตั้งปกติหรือในโรงเรียนนายร้อยฯ ซึ่งสมัยนั้นยังอยู่แถววิสุทธิ์กษัตริย์ประมาณหนึ่งเดือน เราก็จะถูกส่งมาเข้าค่ายในป่าเมืองกาญจน์ใช้ชีวิตอยู่ทั้งในค่ายและในป่ากันอีกเดือนกว่าๆก่อนที่จะเปิดเทอมเข้าเรียนภาควิชาการ จะว่าเป็นอิสระก็เป็นเพราะได้ออกมานอกรั้วที่มีกำแพงกั้น ป่าเมืองกาญจน์นี่มันช่างร้อนเสียนี่กระไร ความร้อนมันระอุขึ้นมาจากดินซึ่งแห้งแล้งเป็นผงๆเหมือนทราย ทะเลทรายเราดีๆนี่เองแต่มีต้นไม้ขึ้นอยู่บ้าง และแดดก็เปรี้ยงใบไม้ก็ไม่มีให้หลบแดด พอเราได้พักแม้เพียงห้านาทีเราก็ยังคงนั่งเรียงแถวต่อกัน ไม่ใช่เพราะระเบียบอะไรหรอกครับ แต่เรานั่งเรียงกันตามเงาของต้นไม้ จำนวนคนมันมากเกินกว่าจะอยู่ในเงาไม้ได้ทั้งหมด บางทีเราแค่เพียงแหย่หัวเข้าไปให้เย็นเท่านั้นส่วนตัวเราจะถูกแดดยังไงก็ต้องยอม ความสุขก็จะแผ่ซ่านจากเงาที่บดบังหัวเราไปจนทั่วกายได้เหมือนกัน ได้เงาไม้บ้างยังดีกว่าไม่ได้อย่างน้อยก็ลดอุณหภูมิลงไปบ้าง ใจผมหดหู่พอสมควรเพราะมาย้อนนึกว่า เอนี่เราก็สามารถเลือกสอบเอ็นทรานซ์ได้แต่เหตุไฉนจึงต้องมาทนทุกข์ทรมานเช่นนี้ อีกห้าปีต่อจากนี้ไปชีวิตมันจะเป็นอย่างไรกันหนอ  เหลียวซ้ายแลขวาก็หาความสดชื่นอะไรไม่ได้เลย

ตรงนั้นเอง ตาของผมเผอิญเหลือบมองขึ้นไปที่กิ่งไม้กิ่งหนึ่งที่อยู่บนต้นไม้ต้นอื่นเยื้องๆอยู่ข้างหน้าสูงขึ้นไปบนท้องฟ้า ใจผมชุ่มฉ่ำขึ้นมาทันทีเพราะได้เห็นใบไม้เขียวอยู่พุ่มหนึ่งพุ่มเล็กๆมันเป็นความสดชื่นทันทีที่เกิดขึ้นมายากจะพรรณนา ด้วยความประทับใจอย่างสุดซึ้ง ผมก็เลยกลั่นความรู้สึกออกมาเป็นกลอน เพราะใบไม้กิ่งเดียวนี้เองที่ต่อชีวิตของผมได้อย่างอมตะทีเดียว กลอนที่เรียนมาตั้งแต่สมัยอยู่โรงเรียนจิตรลดาชั้นประถมศึกษาปีที่ห้า ก็ได้ออกมาร่ายไว้เป็นบทกลอนในตอนนั้น จนจดจำมาได้ถึงวันนี้

เห็นใบไม้เขียวชอุ่มดูชุ่มฉ่ำ                                                  ขึ้นระกำกลางแดดที่แผดเผา
เพียงต้นเดียวพอประทังกำบังเงา                                                         ใจที่เซาเศร้าสลดค่อยลดลง
                เหมือนได้ฝนชโลมน้ำอมฤต                                                ชุบชีวิตขึ้นใหม่ใจลุ่มหลง
ถึงร้อนผ่าวเฉาอาทิตย์จิตก็ปลง                                                            หมายจำนงจงรักซึ่งศักดิ์ชาย
                ความลำบากขวากหนามในยามนี้                                        เป็นสิ่งดีสร้างคนหากตนหมาย
จะยอมแพ้แค่นี้นี่หรือชาย                                                                   ขืนอยู่ไปอับอายไม่กล้ามอง
                ความคิดถึงแม่พ่อผู้รออยู่                                                     ไว้เป็นครูสอนตนยามหม่นหมอง
เมื่อเกิดมาท่านอุตส่าห์ประคับประคอง                                               ต้องสนองการุณย์พระคุณควร
                ย้อนรำลึกตรึกไปในอดีต                                                      มีความผิดมากมายอยากไห้หวล
ได้กลับบ้านจะสานใหม่หลายกระบวน                                                จะชักชวนพาใจใฝ่ทางดี
                อยู่ในป่าฝึกฝนทนลำบาก                                                      มันร้องผากเผาขนจนเป็นผี
ที่ขาวผ่องมองไปไม่มีดี                                                                         อยู่อย่างนี้เป็นประจำทุกค่ำคืน

ใจของผมสดใสขึ้นมาทันใดเมื่อเห็นใบไม้เขียวที่เกาะอยู่บนกิ่งนั้น มันเป็นช่วงเวลาชั่วเสี้ยววินาทีเท่านั้นเองที่ความกระชุ่มกระชวยวิ่งเข้าใส่ตัวผม เมื่อเกิดกำลังใจเช่นนี้ตัวเราก็มุ่งมั่นเดินหน้าต่อไปได้

กิ่งไม้เพียงกิ่งเดียวสีเขียวดูสดใสเป็นเสมือนขุมพลังจากภายนอกที่มาเป็นตัวดึงพลังขึ้นมาจากภายใน พลังที่ว่านั้นคือพลังใจหรือสภาวะจิตที่สนับสนุนความรู้สึกของเราในยามที่ขาดแคลนไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม สิ่งของ เงินทอง เพื่อนฝูง คนรัก โอกาส ตำแหน่ง หรือความก้าวหน้าความรุ่งโรจน์ใดๆก็ตาม เราต้องรู้จักมองหาขุมพลังที่เข้าทำนองว่า ต้องรู้จักมองหา “สุขในทุกข์” ให้ได้มากที่สุด แต่คนส่วนใหญ่ชอบมองหา “ทุกข์ในสุข” อยู่ตลอดเวลาจึงซึมเซาเอาเปรียบกันอยู่ตลอดเวลา อันที่จริงแล้วมันไม่ใช่นิสัยที่ไม่ดี แต่มันเป็นสัญชาตญาณของมนุษย์ ที่ผมพูดว่ามันเป็น “สัญชาตญาณ” ก็เนื่องจากว่ามันเกิดกับมนุษย์ส่วนใหญ่เท่าที่เราได้สัมผัสมาตั้งแต่จำความได้ ดังนั้นหากท่านมีนิสัยที่กำลังมองหา ทุกข์ในสุข ก็อย่าไปดูถูกตัวเองว่าเรานิสัยไม่ดี ให้มองว่ามันเป็นนิสัยพื้นฐานธรรมดาของมนุษย์ แต่เมื่อเรารู้แล้วเรามีความฉลาดเพียงพอ เราก็จะต้องถีบตัวหนีแรงศูนย์ถ่วงหรือแรงดึงเราตัวนี้ออกไปให้ได้ ด้วยการฝึกตัวเองอยู่ตลอดเวลาให้มองหา สิ่งดีในสิ่งไม่ดี ให้มองหา สุขในทุกข์ ให้มองหา เพชรในโคลนตม แม้มันจะเป็นจะเป็นเพียงเศษเพชร มันเปรียบเสมือนเป็น ชนวน ที่แม้จะมีขนาดเล็กแต่มันเป็นตัว “จุด” ไฟขนาดมหึมาให้เกิดขึ้นได้ ดูอย่างไฟป่า ชนวนที่จุดของมันอาจจะมาจากกิ่งไม้และหญ้าแห้งขนาดเล็กๆ แต่พอมันติดแล้วมีลมมีสภาพอากาศเข้ามาเสริมมันก็ลุกกระพือใหญ่โตลามไปทั่ว สุขของเรา สิ่งที่ดีของเรา หรือเพชรที่มองหา ขอให้เจอมันเถอะไม่ว่าขนาดจะเล็กปานใด มันจะกลายเป็นชนวนแห่งพลัง มันจะเป็นชนวนแห่งการสร้าง มันจะ BUILD UP ขึ้นมา และถ้าเราฉลาดมากกว่านั้น เราก็ต้องฝึกตัวเองให้รู้จักมองหา ชนวน เหล่านี้ให้มีจำนวนมากๆ ไม่จำเป็นต้องมีปริมาณหรือขนาดใหญ่ๆ แต่ให้มีจำนวนมากๆ จำนวนมากๆหมายถึง ให้มองหาไปในหลายๆเรื่อง และแต่ละเรื่องก็มองหาหลายๆอย่างด้วยเช่นกัน เมื่อปริมาณความสุข ปริมาณของสิ่งดีๆขนาดน้อยๆของแต่ละอย่างมารวมกัน มันจะกลายเป็นขุมพลังขนาดมหาศาลที่จะดึงเราให้ออกจากแรงศูนย์ถ่วงได้เร็วและมีพลังมากมโหฬารในการกระพือแผ่ความสุขความสมหวังออกไปได้อย่างรวดเร็ว

หลักที่สำคัญก็คือ ในภาวะปัจจุบันท่านต้องรู้จักฝึกตัวเองด้วยสติปัญญาให้มองหา “ขุมพลัง” ทั้งภายในตัวเองและที่อยู่รอบตัวเรา ขุมพลังที่อยู่รอบตัวเราก็คือ ทุกสิ่งทุกอย่างที่ไม่ใช่ตัวเรา นั่นเอง ถ้าเราสำนึกในคุณของทุกสิ่งทุกอย่างทั้งคน สิ่งของ และสิ่งมีชีวิต รอบตัวเราทั้งหมดทั้งปวงเป็นขุมพลังได้แล้ว เราจะอยู่อย่างรู้สึกเปี่ยมด้วยพลังเพราะเรารู้สึกได้อยู่ตลอดเวลาว่าทุกสิ่งทุกอย่างนั้นเกื้อหนุนเรา เหมือนเรือเดินสมุทรขนาดหนักที่ลอยอยู่ได้ด้วยพลังของมหาสมุทรที่รองรับ แทนที่เราจะมองว่า เรือลำนั้นพยายามที่จะหนีการจมลงไปสู่ท้องทะเล แต่เรามองว่าท้องทะเลต่างหากที่กำลังเกื้อหนุนให้เรือขนาดหนักๆเป็นหมื่นๆแสนๆตันนั้นให้ลอยอยู่ได้  เส้นโค้งเส้นหนึ่งนั้น ท่านจะมองว่า โค้งเข้าหรือโค้งออก น้ำที่อยู่ในแก้วจะมองว่าไม่เต็มแก้ว หรือว่ามีน้ำอยู่ในแก้วก็ขึ้นอยู่กับมุมมอง แต่เราต้องฝึกตัวเองให้มองเห็นว่า มันโค้งเข้า เมื่อมันสนับสนุนเรา และให้มองเห็นว่า มันโค้งออก เมื่อลักษณะการโค้งออกมันสนับสนุนเรา น้ำที่อยู่ในแก้วนั้น ถ้ามองว่ามันมีอยู่แม้จะไม่เต็มหากมีประโยชน์ต่อเราก็ให้มองว่ามันมีน้ำอยู่ หากเราต้องการเติมให้มันเต็มเราก็ต้องมองว่า มันยังไม่เต็มแก้ว เราก็จะได้หาทางเติมให้มันเต็มแก้ว อย่างนี้เป็นต้น มุมมองแต่ละอย่างนั้นไม่มีใครถูกหรือผิด จะถูกหรือผิดก็อยู่ตรงที่เรารู้จักใช้ประโยชน์จากมันเท่านั้น แม้สิ่งนั้นจะอยู่อีกมิติหนึ่งที่เราจับต้องไม่ได้หรือมองไม่เห็น ก็ต้องให้รู้จักใช้ประโยชน์ต่อมันเช่น เวลา มิตรภาพ ความรัก แม้แต่อารมณ์ที่เป็นลบก็เป็นขุมพลังได้ เหล่านี้เป็นต้น

คนส่วนใหญ่ลืมไป ซึ่งที่จริงจะพูดให้ถูกก็คือ ไม่รู้สึกสำนึกคุณว่า ที่เรามีอยู่รอบกายนั้น หรือที่เรามีอยู่นั้นคือ ขุมพลังของเราทั้งสิ้น แม้แต่ศัตรูก็เป็นขุมพลัง ของเราเพราะมันจะเป็นตัวกระตุ้นให้เราเสริมสร้างศักยภาพให้แข็งแกร่ง “แม้หวังตั้งสงบจงเตรียมรบให้ขบขัน” รัชกาลที่ 6 ท่านก็ได้ทรงให้พระราชนิพนธ์เอาไว้ เมื่อเราเข้มแข็งเท่าเขาหรือมากกว่าเขา โอกาสที่จะสร้างมิตรก็จะมีได้ด้วยเพราะความเกรงใจซึ่งจะเป็นตัวชนวนให้เกิดการสร้างสัมพันธ์ที่มีขนาดใหญ่โตต่อไป

ฝึกดูสิครับ มองไปที่ละอย่างรอบตัวท่านเดี๋ยวนี้

  • ถังขยะมันมีประโยชน์อะไรกับท่านบ้าง ถ้าท่านไม่มีมันตอนนี้ท่านจะต้องลำบากไปหามาทดแทนใหม่ หรือทำให้เกิดความเหม็นเน่ากับบรรยากาศรอบๆตัวท่านอย่างไร?
  • รถยนต์เก่าๆของท่านที่สีถลอกปอกเปอก สนิมเกรอะกรัง หากท่านไม่มีมันตอนนี้ ท่านจะต้องลำบากอย่างไร? ต้องไปขึ้นรถเมล์ตากแดดตากฝนเบียดเสียดยัดเยียดกับคนอื่น ไปไหนไม่ได้ตามความสะดวกใจอย่างไร?
  • ภรรยาของท่านที่อ้วนตุ๊ตะ หรือขี้บ่น หรือเป็น ยายแก่ หรืออะไรก็ตาม หากเขาตายไปวันนี้ตอนนี้ หรือเขาทิ้งท่านไปตอนนี้ ท่านจะรู้สึกอย่างไร? ท่านจะขาดอะไรไป? ท่านจะเหงาหรือไม่? ท่านอย่าเถียงด้วยสติปัญญา เชาว์ไวไหวพริบ แต่ให้ท่านเข้าไปถึงในความรู้สึก หลับตาจินตนาการสร้างภาพดูให้เหมือนกับเหตุการณ์เกิดขึ้นจริงๆ แล้วจึงให้คำตอบ
  • สำหรับภรรยาเล่า หากสามีที่ท่านไม่สนใจไยดีในวันนี้ หรือที่ท่านมองว่า หัวล้าน พุงโล โง่เง่า เกิดล้มหายตายจากไปในบัดดลเวลานี้ อะไรจะเกิดขึ้นกับท่าน? ท่านจะต้องลำบากอย่างไร? ชีวิตจะต้องเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร? เช่นกัน อย่าตอบด้วยสติปัญญาเพราะมันจะพกพาเอาความอวดดีมาตอบ แต่ให้เข้าไปถึงเหตุการณ์ด้วยความรู้สึก นั่นแหละสติปัญญาที่เป็นกลางจะตอบท่านได้ดีกว่า
  • ลูกล่ะที่ท่านบ่น พ่อแม่ล่ะ ปู่ย่าตายายล่ะ เพื่อนฝูงล่ะ คนที่รู้จักล่ะ คนที่ทำงานอยู่ด้วยกันล่ะ? ถ้าเขาตาย สูญหายไปวันนี้ตอนนี้จะเป็นอย่างไร? ถ้าเกิดมีศัตรูจากที่อื่นมาล่ะใครจะเป็นมิตรของเราคงตอบได้ไม่ยาก ใช่ไหม แม้กระทั่งคนที่ท่านเกลียดอยู่ทุกวันนี้ เขาเป็นเชื้อชาติที่จะร่วมทุกข์และสุขกับเราใช่ไหม?
  • บ้านหลังโทรมๆของท่านทุกวันนี้ มันให้ประโยชน์อะไรกับท่านบ้าง? หากมีใครมาเอามันไป หรือไฟไหม้ หรือลมพายุพัดเอาไปเสียแต่วันนี้ อะไรจะเกิดขึ้นกับท่าน? ความยากลำบากอะไรจะถาโถมเข้ามาหาท่านในทันที?
  • เก้าอี้เก่าๆของท่านล่ะ ถ้าท่านไม่มีมัน ท่านจะขาดแคลนความสะดวกสบายอะไรไป? ท่านไม่มีเก้าอี้นั่งเขียนหนังสือ ท่านอาจจะต้องนั่งกับพื้น หรือไม่ก็ต้องทนยืน ใช่ไหม? อย่าตอบว่าไปซื้อใหม่ ลองคิดว่าหากไม่มีโอกาสซื้อใหม่ หากไม่มีเงิน หรือหากว่าข้าวยากหมากแพง ภาวะสงครามเกิดขึ้นถึงมีเงินก็ซื้อหาไม่ได้ อะไรจะเกิดขึ้น?
  • เวลาล่ะ ที่บอกว่าไม่มีเวลาอยู่ตอนนี้ ลองคิดดูซิว่า หากท่านถูกจับไปเป็นตัวประกัน หรือหากว่าใครมากักกันท่าน อะไรจะเกิดขึ้น? อิสรภาพหายไปไหน ทำอะไรก็ไม่ได้ อนาคตจะเป็นอย่างไรก็ไม่รู้ ลองเข้าสู่เหตุการณ์เหล่านั้นในความรู้สึกดูสิ
  • ร่มไม้ชายคาที่มันมีรูโหว่ล่ะ? หากไม่มีมันตอนนี้จะร้อนปานใด เหงื่อไหลไคลย้อย สมาธิหาย หงุดหงิดงุ่นง่านอย่างไร? ท่านรู้สึกได้ไหม?

ยังมีอีกมากมายมหาศาล ทั้งมิติที่มองเห็นและมองไม่เห็นเพราะมันเป็นนามธรรม แต่ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้นั่นแหละคือขุมพลังของเรา สุดแต่ว่าเรา “รู้สึก” ได้ไหมว่ามันคือขุมพลัง เมื่อเรารู้สึกได้ สติปัญญาแท้ ก็จะเกิดขึ้น ในหลักสูตร Your Powerful Life ผมจะทำให้ผู้ที่เข้ารับการฝึกได้ “สำนึกคุณขุมพลัง” ได้อย่างแท้จริง ฉะนั้นเมื่อเขาผ่านหลักสูตรสองวันไป เขาจะมีความสดใสกับอนาคตและมีความสุขกับปัจจุบัน เขาจะรู้สึกว่าเปี่ยมพลัง เขาจะรู้สึกว่า ชีวิตมัน “เปี่ยมพลัง” อยู่ในตัวของมันแล้ว สิ่งที่ต้องทำที่เหลือง่ายๆก็คือ BUILD UP เท่านั้น ท่านไม่ต้องไป CHANGE มันหรอก บำรุงดูแลรักษาให้มันดี เมื่อมีอะไรจะเสริมเติมก็ทำได้ หรืออยากจะซื้อใหม่ก็ทำได้ อย่าเพิ่งคิด “เปลี่ยน” ไม่ว่าจะเป็นอะไรทั้งในตัวและนอกตัว ให้สำนึกคุณมันก่อน มองหาด้านดีๆก่อนแล้วขูดสนิมออก ทาสีเสียใหม่ BUILD UP ให้แข็งแรงตั้งแต่ฐานแล้วตกแต่งมัน ถ้าพื้นที่เหลือจะ BUILD UP อันใหม่ๆก็ไม่มีใครเขาว่าอะไรเพราะเรารู้แล้วว่า เราจะ BUILD UP อย่างมีคุณค่าได้อย่างไร นั่นแหละจะเป็นความยั่งยืน

ท่านทบทวนดูสิครับ ที่ท่านไม่มีความสุขอยู่ทุกวันนี้ก็เพราะท่าน “ไม่” สำนึกคุณขุมพลังทั้งหลายทั้งในตัวนอกตัวท่าน

ขอให้ท่านรู้สึกได้ว่าชีวิตของท่านเปี่ยมพลังอยู่แล้ว จงใช้ชีวิตอย่าง เปี่ยมพลัง!!!

ด้วยรัก
พันโท ภูมิสิษฐ์ ชินบุตรวงศ์/อานันท์ ชินบุตร
www.anantpowerful.com

anantpowerful@yahoo.com

 

บทความ

 

 
 
www.anantpowerful.com