บทความอื่นๆ:
   
     
      ประยุกต์ใช้กฎ 80/20 กับทุกสิ่ง

       Your Life Always Powerful


มาโกหกและดูถูกตัวเองกันดีกว่า

“หัวรองเท้าแค่นี้รักษาไม่ได้แล้วจะไปรักษาประเทศชาติได้ยังไง !!!”
“ขาของตัวเองยังควบคุมไม่ได้แล้วจะไปควบคุมใครได้ !!!”

สองประโยคข้างบนนี้ยังคงดังก้องอยู่ในความทรงจำของผมอย่างไม่มีวันลืม พร้อมกับยังเห็นภาพของตัวเองตามไปด้วย นั่นเป็นสมัยที่อยู่โรงเรียนเตรียมทหาร ประโยคแรกเป็นตอนที่นักเรียนผู้บังคับบัญชาซึ่งเป็นรุ่นพี่ต่างกันปีเดียวกำลังตรวจเครื่องหมายและรองเท้าตอนเช้า หน้าอาคารเรียนซึ่งบัดนี้กลายเป็นสถานที่ขายอาหารสวนลุมพลาซ่าไปแล้ว หลังจากที่ถูก “ซ่อม” มาตั้งแต่ตีห้าครึ่งตอนเปิดประตูหน้าที่ถนนพระรามสี่จนเหงื่อโทรมถึงเจ็ดโมงกว่าๆเกือบแปดโมงเช้า ก่อนที่จะได้ขึ้นไปชั้นเรียน จริงของพี่ที่เขาพูดกรอกหู มันเป็นประโยคท้าทายจริงๆ แค่หัวรองเท้าที่ขัดมาเสียมันขลับจากบ้าน ไม่รู้จักรักษาความเงางามให้คงทนได้ ปล่อยให้คนอื่นเขามาเหยียบ หรือถูกทำเป็นรอยขีดข่วนระหว่างการเดินทางบนรถเมล์เสียได้ มันท้าทายให้ต้องดูแลรักษามันให้ดีก่อนจะมาได้รับการตรวจ ใช่ครับ ไม่มีข้ออ้างให้แก้ตัวแต่อย่างใดทั้งสิ้น เมื่อมาถึงรองเท้าไม่มันก็ต้อง “โดน” ไม่ว่าจะยึดพื้น สลับเข่า หรือว่าท่าอื่นๆ ต่อไปเราต้องทำให้ได้ ต้องรักษามันให้ได้ ของเล็กๆเท่านี้รักษาไม่ได้แล้วจะไปรักษาประเทศชาติที่ใหญ่โตมโหฬารได้อย่างไรกัน

ประโยคที่สองผมจำภาพได้ดี มันเป็นภาพระหว่างที่นักเรียนบังคับบัญชารุ่นพี่สั่งให้เตะฉากระหว่างการฝึก คือให้เอามือขัดกันอยู่ข้างหลังแล้วยกขาแบบสวนสนามให้ตั้งฉากกับตัวทิ้งค้างเอาไว้ในแบบที่เขาเรียกว่า “ปิดจังหวะ” เมื่อค้างอยู่สักพักขามันก็ต้องห้อยลงต่ำเพราะความเมื่อยล้าเป็นธรรมดา แต่คำพูดประโยคนั้นทำให้นักเรียนใหม่ต้องกัดฟันยกมันขึ้นมาอีก มันเป็นคำท้าทายที่ดูหมิ่นน้ำใจกันนัก ใช่แล้วขาของเรานี่เองเราต้องควบคุมมันให้ยกอยู่ให้ได้ถ้าควบคุมไม่ได้แล้วจะไปควบคุมใครได้!!!

เมื่อสามปีก่อนผมยอมเสียเงินประมาณห้าหมื่นบาทเพื่อเดินทางไปเข้าหลักสูตรหนึ่งของแอนโทนี่ ร็อบบินส์ ซึ่งมาจัดสัมมนาครั้งแรกในเอเชียที่สิงคโปร์ ผมอ่านหนังสือ พลังไร้ขีดจำกัด นั้นมานานเป็นสิบปีแล้ว สงสัยนักว่า “ลุยไฟ” มันเป็นอย่างไร ขาเราจะไหม้ไฟไหม มันเป็นไฟจริงไหม? ผมได้เรียนรู้เทคนิคจากการสัมมนาย้ำความเข้าใจลงไปอีกจนกระจ่างเพิ่มจากที่อ่านในหนังสือที่อ่านมาตั้งนานแล้ว  แต่ที่สำคัญก็คือได้หายข้องใจว่า ขาเราจะไหม้หรือไม่หากเดินลุยไฟ สรุปว่า มันไม่ได้เป็นไฟหรอกครับ มันเป็นถ่านที่แดงถูกทุบเป็นก้อนเล็กๆจากกิ่งไม้ที่เขาเผาตั้งแต่ตอนเย็นแล้วนำมาโรยบนกระสอบเป็นทางยาวประมาณ 2-3 เมตร ผมเดินไปครั้งแรกก็ไม่รู้สึกปิ๊งอะไรขึ้นมาในความรู้สึกแบบวับทันตาเห็นตามที่คาดหวัง ก็เลยเดินอีกรอบหนึ่งอย่างมุ่งมั่นแล้วก็ยังคงงงๆว่าเราได้อะไรหรือเปล่าหนอ ครั้นกลับมาเมืองไทยได้สักพักจึงตระหนักได้ว่า ที่เรารู้สึกว่าเฉยๆในใจก็เป็นเพราะเราถูกฝึกจากโรงเรียนเตรียมทหารและโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้ามาแล้วทุกรูปแบบ เป็นพันๆหมื่นๆครั้ง ตลอดระยะเวลา 7 ปีไม่ว่าจะเป็นการถอดเสื้อนอนกลิ้งบนซีเมนต์ร้อนจี๋ตอนบ่ายในฤดูร้อน หรือการเสี่ยงกับความเสียวและความตาย การอดทนต่อความหิว สภาพอากาศ และสภาพการอดกลั้นต่อความผิดหวัง การยั่วยุและอื่นๆร้อยแปดพันเก้า เรามีอยู่ในตัวแล้วนี่แทบจะไม่รู้ตัวเลย จริงสินะ จิตวิทยาของทหารสามารถฝึกคนให้ไป “ตาย” อย่างภาคภูมิได้ ก็แล้วทำไมจะฝึกตัวเองและคนอื่นๆให้เกิดความรุ่งโรจน์ในเรื่องต่างๆไม่ได้ เพราะความตายมันคือที่สุดของที่สุดแล้ว ถ้าสร้างแรงขับให้คนไปตายได้ก็สามารถสร้างแรงขับไปสู่ความรวยได้เพราะมันตรงกันข้ามกับความตายเลยทีเดียว แค่เพียงเรามุ่งความสนใจไปที่มันเท่านั้น !

มีบางคนบอกว่าทหารชอบ “โกหก” โกหกอย่างไรหรือครับ? เขาบอกว่า เวลาวิ่งดูเหนื่อยจะตาย ไม่ได้กินข้าวดูหิวจะตาย พอถามว่า “เหนื่อยมั๊ย?” ก็ตะโกนกระแทกเสียงดังๆกลับไปว่า “ไม่เหนื่อย!!” พอถามต่อไปอีกว่า “หิวมั๊ย?” ก็ยังอวดดีตะโกนออกมาอีกว่า “ไม่หิว!!” ผมสำนึกรู้เอาตอนหลังว่ามันเป็นหลักจิตวิทยาที่ฝรั่งเรียกว่า incantation ก็คือการตะโกนออกมาดังๆด้วยความรู้สึกเช่นนั้นบ่อยๆครั้งให้ประสาททุกส่วนเรารับรู้ มันจะฝังลงในจิตใต้สำนึกจนกลายเป็นความรู้สึกที่แท้จริง นั่นแหละมันจึงทำให้เรารู้สึก “ไม่เหนื่อย” และ “ไม่หิว” อย่างที่เราตะโกน พอเราโกหกตัวเองมากๆอย่างที่ฝรั่งเขาเรียกว่า “act as if” หรือการทำ “ราวกับว่า” ก็จะทำให้การแสร้งทำนั้นกลายเป็นจริงขึ้นมาได้เมื่อทำบ่อยๆด้วยระบบประสาททุกส่วนที่สอดประสานกันดี

ถึงผมลาออกจากความเป็นทหารแล้วความรู้สึกและสภาวะที่ถูกฝึกจากทางทหารมันยังคงฝังอยู่ในร่างและจิตวิญญาณของผม เมื่อนำมาจับเข้ากับโครงสร้างทางจิตวิทยาสาขาต่างๆที่อ่านมาตั้งแต่อายุสิบสี่จนสี่สิบเอ็ดปีนี้แล้ว ทำให้เข้าใจได้อย่างถ่องแท้ที่จะไปถ่ายทอดให้คนอื่นๆเกิดแรงขับได้อย่างดี หลักสูตร Your Powerful Life ที่ผมฝึกให้เป็นข้อพิสูจน์อย่างดีทีเดียว และคำว่า โมติเวเตอร์ หรือ โค้ช ก็ยังไม่ใช่ “ครูฝึก” จึงจะเหมาะกว่าสำหรับผม เพราะ ครูฝึกจะต้อง “ลุย” ด้วยกัน

ท่านลองโกหกตัวเองในแบบนี้บ้างสิครับ “กังวลมั๊ย?” ให้กระแทกเสียงตอบดังๆว่า “ไม่กังวล!!!” ถามตัวเองว่า “ทำได้มั๊ย?” แม้เรื่องนั้นจะยังไม่เคยทำก็ให้ตะโกนออกมาดังๆว่า “ทำได้!!!” ย้ำอยู่อย่างนั้นบ่อยๆจริงจังหนักแน่น และคำถาม-คำตอบอย่างอื่นทำนองเดียวกันนี้อีก ลองโกหกตัวเองแบบจริงจังดูสิครับ แล้วจิตใต้สำนึกของท่านจะรับไว้เป็นความจริงเมื่อทำย้ำบ่อยๆด้วยการตะโกนให้ตัวเองได้ยิน พร้อมใส่ความรู้สึกเข้าไปให้เต็มที่ ให้รู้จักโกหกตัวเองในทางบวกก็แล้วกันผมว่าเรามา “โกหกตัวเองสู่ความสำเร็จ” กันดีกว่านะครับ อย่ามัวแต่ไปยอมรับตามความจริงแบบอ่อนแออย่างที่คนส่วนใหญ่ทำกันอยู่ทุกวันนี้ลยครับ แล้วอย่าลืมว่า ให้ “ดูถูก” ตัวเองด้วยประโยคที่คล้ายคลึงกับสองประโยคข้างต้นนั่น เช่น “แค่นี้ยังทำไม่ได้แล้วจะไปทำอะไรกิน !!!” ให้ “ด่า” ตัวเองให้มันเจ็บๆ แล้วจะทำให้ท่านก้าวเข้าสู่ความสำเร็จด้วยความมั่นใจอย่างยิ่งยวดเลยทีเดียวครับ
วันนี้ลองเอากลิ่นไอ (ไม่ใช่ อาย) ของทหารไปใช้ดูบ้างนะครับ ท่านจะไม่เหนื่อยหรือตายหรอก แต่ท่านจะยิ่งกลับ “รุ่งโรจน์ เรี่ยวแรง ร่าเริง และเรืองพลัง” ตาม ม็อตโต้ ของผมนี่แหละครับ!!!


ขอให้ท่านรู้สึกได้ว่าชีวิตของท่านเปี่ยมพลังอยู่แล้ว จงใช้ชีวิตอย่าง เปี่ยมพลัง!!!

ด้วยรัก
พันโท ภูมิสิษฐ์ ชินบุตรวงศ์/อานันท์ ชินบุตร
www.anantpowerful.com

anantpowerful@yahoo.com

 

บทความ

 

 
 
www.anantpowerful.com