การวางเป้าหมายแบบ SMART ASS
การที่คนเราจะได้อะไรมาสักอย่างหนึ่งนั้นหากเราไม่มีความปรารถนาแล้วเราก็คงจะไม่ได้มันมา เพราะเราไม่เคยคิดถึงเรื่องนั้นอย่างจริงจัง แต่ความปรารถนาก็ยังไม่เพียงพอเพราะมันเป็นเพียงความรู้สึกที่อยู่ในใจ การที่จะทำให้มันกลายเป็นรูปธรรมมากขึ้นก็คือการตั้งเป้าหมาย การที่เราจะตั้งเป้าหมายให้เป็นรูปธรรมนั้น ก่อนอื่นเราจะต้องนำความปรารถนาหรือความฝันที่อยู่ในอากาศมาทำเป็นรูปธรรมขั้นต้นเสียก่อน ด้วยการเขียนมันลงไปบนแผ่นกระดาษ หรือว่า อาจจะพิมพ์ลงคอมพิวเตอร์ก็ยังได้ในสมัยนี้ การที่เราถ่ายทอดความคิดออกมาเป็นคำพูดแล้วทำให้ตาได้เห็นด้วยการเขียนลงบนกระดาษนั้น เป็นการสะสางความคลุมเครือได้อย่างดี คือเป็นการตั้งเป้าหมายอย่างชัดเจน แล้วยังเป็นการบอกย้ำลงไปในจิตใต้สำนึกของเราอีกชั้นหนึ่งเหมือนจารึกอักษรลงบนศิลาจารึกยังไงยังงั้นด้วย ดังนั้นคุณจะต้องแปลงความปรารถนาลงบนกระดาษเสียก่อน ในตอนที่เขียนลงไปก็อย่าไปมีข้อจำกัดว่าจะทำได้หรือไม่ อยากได้อะไร อยากเป็นอะไรก็เขียนลงไปโดยไม่ต้องยกปากกา ทำราวกับว่าเราเป็นเด็กอีกครั้งหนึ่งที่อยากได้โน่นอยากได้นี่
หลักการที่หลายๆคนสอนกันในเรื่องลักษณะของเป้าหมายก็คือต้องใช้คำย่อว่า SMART เข้ามาจับ ปกติคำๆนี้ก็เท่ห์อยู่แล้วเพราะภาษาอเมริกันแปลว่าฉลาด ส่วนคนไทยก็แปลว่า เท่ห์ คำว่า SMART มาจากอะไรครับ? ถ้าท่านจำไม่ได้ผมก็จะทบทวนให้สักหน่อยนะครับ
S หรือ specific แปลว่า เฉพาะเจาะจง คือให้รู้กันชัดเจนแจ่มแจ๋วกันไปเลยว่ามันเป็นอะไร เช่น ถ้าเป็นรถยนต์ก็ยี่ห้อไหน รุ่นไหน สีอะไร ยิ่งละเอียดเท่าไหร่ เราก็จะยิ่งรู้แน่ๆว่ามันคืออะไร
M หรือ Measurable คือวัดผลได้ ก็หมายความว่า เราสามารถเห็นความก้าวหน้าของสิ่งที่เราจะทำได้ทีละขั้นทีละตอน ถ้าจะปั้นหุ่นขึ้นมา มันก็ต้องกลายเป็นรูปทรงจากหยาบไปละเอียด ถ้าเป็นรูปภาพก็ต้องค่อยๆละเอียดสวยงามขึ้น ถ้าหัดคัดลายมือก็ต้องสวยคมชัดยิ่งๆขึ้น มันมีจุดที่จะวัดผลกันได้ว่ามีความก้าวหน้าไป
A หรือ Attainable หรือ Achievable ก็หมายถึงว่า เจ้าสิ่งนั้นหรือเรื่องนั้นสามารถไปเอามาได้หรือในที่สุดแล้วจะมาอยู่ในมือเราหรือตัวเราได้ ไม่ใช่บอกว่า “ที่รัก ฉันรักเธอมาก ฉันจะเอื้อมหยิบดวงจันทร์มาให้เธอ” อย่างนี้ทำได้เฉพาะศรีธนญชัยเท่านั้นเพราะเขาจะไปหยิบเอารูปดวงจันทร์มาให้เธอคนนั้นแทน ดังนั้นมันจะต้องสามารถทำได้ด้วย
R หรือ realistic แปลว่า เป็นจริง ดูจะคล้ายๆกับ Attainable แต่ต่างกันตรงที่ว่า สิ่งที่เป็นเป้าหมายนี้มันจะต้องเป็นความจริงไม่ใช่ว่า ฉันอยากจะเป็นรถเบ๊นซ์ หรือไม่ก็ ฉันอยากจะสูงสัก 5 เมตรให้เด่นไปเลย หรืออะไรๆที่มันค้านกับธรรมชาติที่เห็นง่ายๆอย่างนี้ ไม่อย่างนั้นใครตั้งเป้าหมายนี้ก็เสียสติหรือเสียเวลาไปแล้ว เพราะมันจะไม่มีวันเป็นจริงได้เลย
T คืออะไรครับ T คือ Time-bound ก็คือ deadline นั่นเอง เป็นจุดของวันและเวลาที่เรากำหนดจะให้ได้มันมา เพราะถ้าไม่กำหนดวันให้แล้ว เราก็จะไม่มีอะไรบังคับว่าจะต้องเร่งรีบ หรือใส่แรงลงไปมากน้อยแค่ไหน
ผมคิดว่าหลายคนที่ได้สูตรนี้มารู้สึกตื่นเต้นว่า เอาละ ได้ความลับของโลกแล้วต่อไปนี้ฉันจะสำเร็จเสียที แต่ทำไปได้สักพักหนึ่งก็หยุด หรือที่แย่ไปกว่านั้นก็คือ มีเป้าหมายอยู่บนกระดาษแต่ไม่เคยลงมือทำอะไรเลยทั้งๆที่มัน SMART ทั้งหมดแล้ว มันมีอะไรผิดไปหรือ หรือว่าเราไม่ได้เอาคำว่า SMART เข้าไปจับอย่างถูกต้อง
ไม่ผิดหรอกครับ มัน SMART ดีแล้ว แต่เราไม่มีแรงขับอยากจะทำ เคยไหมครับในตอนเด็กๆที่คุณครูให้การบ้านมาทำแล้วก็ไม่ทำหรือพักเอาไว้ก่อน ทั้งๆวิเคราะห์ง่ายๆได้เลยว่า ลักษณะของเป้าหมายที่เป็นการบ้านนั้นมันทั้ง Specific, Measurable, Attainable, Realistic, และก็ Time-bound อย่างดีด้วย แต่เหตุใดเราไม่ทำหรือไม่อยากทำ เหตุเพราะสูตรมันยังไม่ครบเครื่องนะสิครับ
ผมจึงใส่คำว่า ASS ลงไปด้วยกลายเป็น “SMART ASS” ยังไงครับ มันจะแปลว่า “ก้นฉลาด หรือ ก้นงาม” ก็ได้หากท่านต้องการ หรือจะแปลว่า “ไอ้ตัวแสบ” ที่เป็นคำแสลงก็ได้
การที่เราจะทำอะไรสักอย่างหนึ่งมันต้องมีแรงจูงใจ แบบเกิดแรงบันดาลใจด้วย
A ก็คือ Aspiration เราจะต้องรู้สึกตื่นเต้นปลาบปลื้มเปี่ยมแรงอยากจะทำ เพราะเรารู้สึกว่าเป้าหมายนั้นเป็นของที่เราอยากทำมากๆ ถ้าเป็นเป้าหมายขององค์กร ก็จะต้องรู้สึก ถูกสร้างแรงบันดาลใจขึ้นร่วมกันนั่นแหละจึงจะเป็นแรงดึงดูดให้ ถึงเวลานอนก็ไม่อยากนอน ถึงเวลาที่ยังไม่ควรตื่นก็รีบตื่นเพราะมันอยากจะทำ
S ตัวหนึ่ง ก็คือ Self-extended นั่นก็คือ เป้าหมายต้องท้าทายให้เรายืดขยายตัวเอง ให้เป็นคนเก่งขึ้นดีขึ้น มีทักษะมากขึ้น ซึ่งนี่แหละคือความสำเร็จอันแท้จริง เพราะเรา BUILD UP! ตัวของเราอย่างไม่หยุดยั้ง
S อีกตัวหนึ่งคือ Spiritual Lift ก็คือเราจะต้องรู้สึกว่าถ้าได้เป้าหมายนี้มันจะช่วยยกระดับจิตวิญญาณของเราขึ้นให้เป็นคนดีขึ้น หรือเป็นไปตามคุณค่า บรรทัดฐาน หรือความเชื่ออะไรก็ได้ที่เรายึดถือ ที่เราคิดว่ามันเป็นทางบวกของเรา
ลองเสริม ASS เข้าไปอีกสิครับ แล้วท่านรู้สึกว่า มันจะมีแม่เหล็กทำให้ท่านอยากวิ่งชนเป้าเร็วๆแรงๆโดยที่ตัวเองไม่ต้องคอยเตือนตัวเองเลย ได้ผลอย่างไรเขียนมาคุยกัน ขอให้ทุกท่าน BUILD UP! กันทุกๆวันนะครับ
ขอให้ท่านรู้สึกได้ว่าชีวิตของท่านเปี่ยมพลังอยู่แล้ว จงใช้ชีวิตอย่าง เปี่ยมพลัง!!!
ด้วยรัก
พันโท ภูมิสิษฐ์ ชินบุตรวงศ์/อานันท์ ชินบุตร
www.anantpowerful.com
anantpowerful@yahoo.com
|