บทความอื่นๆ:
   
     
      ประยุกต์ใช้กฎ 80/20 กับทุกสิ่ง

       Your Life Always Powerful


เศรษฐกิจที่สดใส อยู่ในหัวใจที่สมบูรณ์

เป็นความจริงที่ว่า “จิตที่แข็งแกร่ง อยู่ในร่างกายที่สมบูรณ์” อันเป็นคำสอนที่ได้ยินกันมานานเพื่อให้เราสนใจสุขภาพของตนเอง และก็เป็นความจริงยิ่งกว่าจริงที่เราได้ยินคำบอกที่ว่า “สุขภาพนั้นหาซื้อไม่ได้ ต้องแสวงหาเอง” ด้วยการออกกำลังกายและเอาใจใส่ในการกินการนอนการพักผ่อนที่ถูกต้อง

การมีร่างกายสมบูรณ์แข็งแรงเป็นองค์ประกอบหนึ่งในจำนวนองค์ประกอบต่างๆที่จะทำให้จิตใจแข็งแกร่งและแข็งแรงเพราะเป็นไปไม่ได้ที่เราจะรู้สึกดีในขณะที่ร่างกายเจ็บป่วยหรือเจ็บแม้แต่เล็กๆน้อยๆ คุณคงยิ้มไม่ออกเมื่อปวดท้อง ปวดหัว ตัวร้อน ดังนั้นจึงเป็น “หน้าที่” ของเราที่จะดูร่างกายตัวเอง ใครทำ ใครได้ ใครบกพร่อง ผู้นั้นก็เจ็บป่วย ทางที่ดีเราก็ต้องหมั่นดูแลสุขภาพร่างกายของเรา คือรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายทุกวันแม้จะวันละ 5 นาที นอนหลับและพักผ่อนตามวัย รับประทานอาหารที่ถูกกับร่างกาย และไม่ใส่สิ่งที่เป็นพิษลงไปในร่างกายมากเกินไปหรือไม่ใส่ลงไปเลย เราคงไม่ต้องการที่จะหาเงินได้เป็นพันล้านแล้วมานั่งหยอดน้ำข้าวต้มกินกันใช่ไหมครับ?

วันหนึ่งผมไปสัมมนา ณ โรงแรมแห่งหนึ่ง ในตอนพักรับประทานอาหารว่าง ผมก็ออกไปดื่มกาแฟ มีแซนด์วิชแล้วก็ข้าวห่อสาหร่าย ผมดูที่ฉลากมีติดคำว่า “ศิริชัย…” พอผมเห็นก็นึกชื่นชมขึ้นมาทันทีครับ ผมไม่เคยอ่านหนังสือที่เกี่ยวกับบุคคลผู้นี้อย่างจริงจัง แต่ผมพอทราบว่าท่านผู้นี้แม้เศรษฐกิจกำลังล่ม ตัวเองก็ไม่ยอมแพ้แล้วก็หันมาห้อยกล่องแซนด์วิชเร่ขายไปตามท้องถนนถูกเทศกิจไล่จับบ้างอะไรทำนองนี้ ไม่กี่ปีจนถึงวันนี้สามารถส่งแซนด์วิชมาสู่การสัมมนาต่างๆได้ คนที่ไม่เคยล้มมากเท่ากับท่านผู้นี้สามารถทำได้เช่นนี้ในปัจจุบันหรือเปล่าล่ะ? มันทำให้ผมนึกย้อนไปทันทีที่ แอนดรู คาร์เนกี อภิมหาเศรษฐีเหล็กกล้ายุคแรกของโลกเคยพูดเอาไว้ว่า ต่อให้เขาสูญเสียเงินหมดตัวไปวันนี้ เขาก็สามารถสร้างมันขึ้นมาใหม่ได้อีก ประเทศญี่ปุ่นเคยพังทลายราบคาบเป็นหน้ากลองต้องฟื้นฟูประเทศกันใหม่จนปัจจุบันล้ำหน้าเกินใครอย่างที่พิสูจน์ให้เห็นกันชัดๆอยู่แล้ว ทั้งนี้ทั้งนั้น ทรัพย์สินอันแท้จริงที่เขาและประเทศเหล่านั้นมีหาใช่เงินทองไม่ คำตอบเดียวเท่านั้นที่พวกนี้มีก็คือ “หัวใจที่สมบูรณ์” ที่สะสมมาก่อนหน้านั้น!

คำว่า “หัวใจ” ในที่นี้ไม่ได้หมายความเพียงอย่างเดียวถึงหัวใจที่กำลังเต้น ตุ้บ ตุ้บ ให้เรามีชีวิตอยู่ทุกวันนี้เท่านั้น หัวใจคำนี้หมายถึง จิตวิญญาณที่ประกอบด้วยคุณลักษณะที่ดีหลายๆประการ มันประกอบด้วย พลังความคิด พลังใจ และพลังกาย ที่สมบูรณ์ ซึ่งบุคคลหรือประเทศที่ยิ่งใหญ่เหล่านี้สะสมให้เกิดขึ้นมาในตัวเอง อย่างที่คำโบราณพูดเอาไว้ “ตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้” ถามว่าตกน้ำแล้วเปียกไหม ก็ต้องเปียกนะสิ ถามว่าตกไฟแล้วร้อนไหม ก็ร้อนนะสิ แต่ก็ยังคงสภาพอยู่ได้นั่นเอง ส่วนผู้ที่ไม่มีลักษณะเช่นนี้ก็มลายสูญหายไป

ได้กล่าวมาแล้วว่าพลังกายเป็นเรื่องที่สำคัญ และต้องถือได้ว่าสำคัญที่สุดเพราะหากเราไม่มีพลังกายแล้วพลังอื่นๆก็จะลดด้อยถอยความสามารถลงไปในอัตราสูง นึกถึงวันที่เราปวดท้องหรือปวดฟันหนักๆดูสิครับ ต่อให้มีพลังความคิดและพลังใจมากแค่ไหนประสิทธิภาพของเราก็เหือดหายไปหมดแทบจะเอาอะไรออกมาใช้ไม่ได้เลย เราจึงต้องหมั่นดูแลพลังกายก่อนอื่น บางคนบอกว่าแข็งแรงไม่เคยเจ็บป่วย แต่คนๆนั้นเมื่อป่วยมาครั้งเดียวก็อาจหัวใจหยุดเต้นไปเลยในทันทีก็ได้เพราะโรคภัยมันซ่อนเร้นอยู่ในตัวไม่ถึงคราวที่จะแสดงออกมา และสิ่งที่สำคัญตามมาก็คือ พลังความคิด เมื่อพลังความคิดรวมกับพลังกายจึงจะกลายเป็นพลังใจ

ดังนั้นถ้าเราตัดเรื่องพลังกายออกไปได้โดยหมั่นดูแลอย่างสม่ำเสมอแล้ว เราก็ต้องหันมาเอาใจใส่พลังความคิดไปพร้อมๆกัน พวกเราอาจจะยังจำกลอนสุนทรภู่ได้ว่า “มีวิชาเหมือนมีทรัพย์อยู่นับแสน จะตกถิ่นฐานใดก็ไม่แคลน ถึงคับแค้นก็พอยังประทังตน อันความรู้รู้กระจ่างเพียงอย่างเดียว แต่ให้เชี่ยวชาญเถิดจะเกิดผล ถึงลำบากตรากตรำต้องจำทน เกิดเป็นคนควรหมั่นขยันเอย” การเรียนรู้เป็นสิ่งสำคัญอันดับแรกที่จะสร้างพลังความคิด นำไปสู่พลังใจ การปฏิบัติ แล้วท้ายที่สุดก็คือความสำเร็จในด้านที่ตนต้องการ

การเรียนรู้มีอยู่สองประเภทหลัก คือการเรียนรู้จากสถานศึกษาอย่างเป็นทางการ และการเรียนรู้จากประสบการณ์ตัวเอง หรือที่ฝรั่งเรียกอย่างหลังว่า street education ถ้าสังเกตดูผู้ที่ประสบความสำเร็จทางการเงินระดับสูงๆก็มักจะเป็นผู้ที่มีประสบการณ์จากการเรียนรู้ด้วยตัวเองหรือประสบการณ์ชีวิตเป็นส่วนมาก เพราะคนเหล่านี้ต้องใช้พลังความคิดในลักษณะหนึ่งที่ต้องทำให้จิตใจแข็งแกร่งกว่าบุคคลที่เรียนรู้จากสถานการศึกษาแล้วใช้ความรู้นั้นมาทำงาน คนที่ประสบความสำเร็จทางการเงินรองลงมาคือผู้ที่ทำงานให้กับบริษัทใหญ่ในฐานะผู้บริหารระดับสูง ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นผู้ที่มีความรู้ทางเทคนิคเฉพาะทางที่ผสมผสานจากการเรียนรู้จากสถานศึกษาและประสบการณ์บางอย่างที่สั่งสมมาจากการไต่เต้าแซงหน้ามาตามลำดับชั้น ส่วนผู้ที่ประสบความสำเร็จในวงราชการก็มักจะเป็นผู้ที่มีประสบการณ์จากการศึกษาตามหลักสูตรในสถานศึกษาประกอบกับประสบการณ์ระหว่างการทำงาน อย่างไรก็ตามคนเราสามารถผสมผสานความรู้หลักทั้งสองนี้ได้สุดแต่ว่าใครจะค้นพบหนทางแล้วนำตัวเองไปสู่ความสำเร็จ แน่นอนอย่างยิ่งว่า ผู้ไม่มีความรู้อะไรเลยก็ย่อมไม่ประสบความสำเร็จอะไรเลยแล้วก็จะอยู่เป็นกาฝากและสร้างความเดือดร้อนไปเรื่อยๆให้แก่สังคม ถ้าบุคคลเหล่านี้เปลี่ยนความรู้ก็ย่อมจะเปลี่ยนทิศทางชีวิตของตนเองไปได้

เมื่อพลังความคิดมาจากความรู้ ไม่ว่าจะมาจากสถานศึกษาหรือประสบการณ์ชีวิต หรือผสมผสานกันเข้า เราจึงต้องหันมาสนใจในเรื่องความรู้กันให้มาก เท่าที่อ่านประวัติของผู้ประสบความสำเร็จทุกราย ทุกคนเป็นคนชอบใฝ่หาความรู้ ความรู้ของพวกเขาได้มาจากการ “ถามคำถาม” จากผู้ที่มีประสบการณ์ด้านนั้นๆ ความรู้ของเขาได้มาจาก “การอ่านการค้นคว้า” รายละเอียดที่เป็นจริงในด้านที่พวกเขาต้องการด้วย พวกที่ประสบความสำเร็จอาจจะไม่ใช่นักอ่านหนังสือทุกประเภทแต่เขาจะอ่านสิ่งตีพิมพ์หรือฟังการสัมมนาการบรรยายทุกที่ที่เสาะหาได้ในเรื่องที่เกี่ยวกับสิ่งที่พวกเขากำลังสนใจ เขาสร้างนิสัยการเสาะหาข้อเท็จจริงของสิ่งที่เขาต้องการอย่างละเอียดแล้วนำไปสู่การปฏิบัติ แล้วเขาก็มีพลังความคิดที่ก่อให้เกิดพลังใจที่จะมุ่งมั่นเปลี่ยนวิธีการไปจนกว่าจะประสบความสำเร็จ ความรู้ที่เขาจะได้อีกอย่างหนึ่งก็คือจาก “ประสบการณ์ของตัวเอง” ที่สัมผัสกับเรื่องต่างๆหรือการทำงานทำให้เขาประมวลมาเป็นแบบของตัวเองแล้วลงมือปฏิบัติไปจนสำเร็จ

ความคิดที่เปี่ยมพลัง เกิดจากความเชื่อที่สร้างพลัง เมื่อมีความเชื่อที่สร้างพลังมันก็จะขับเคลื่อนแนวความคิดและการกระทำ จึงมีหนังสือหรือข้อแนะนำสู่ความสำเร็จออกมาย้ำกับพวกเราว่า เมื่อใดคุณเปลี่ยนความเชื่อ เมื่อนั้นคุณเปลี่ยนชีวิต เพราะความเชื่อก่อให้เกิดทัศนคติ ทัศนคติก่อให้เกิดพลังใจ และพลังใจปลดปล่อยการกระทำ การกระทำนำไปสู่ความสำเร็จ ดังนั้นหากเราต้องการประสบความสำเร็จ เราก็ต้องสำรวจความเชื่อเก่าว่าอยู่ในแนวทางที่จะผลักดันเราไปข้างหน้าหรือกำลังฉุดเราไว้ข้างหลัง ถ้าความเชื่อสนับสนุนเป้าหมายที่เราต้องการ โอกาสที่จะได้เป้าหมายนั้นมาก็มีมากเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ ความเชื่อที่ว่าก็ต้องเป็นความเชื่อเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ ถ้าเชื่ออย่างครึ่งๆกลางๆแล้วก็ถือว่าไม่ใช่ความเชื่อ มันเป็นสิ่งที่ได้ยินเข้าหูมาเท่านั้นถึงแม้ว่ามันจะเป็นแนวทางดีๆก็ตาม คำถามจึงมีอยู่ว่า เราจะ “ฝัง” ความเชื่อลงไปอย่างไรให้เรา “เชื่อจริงๆ” เช่นนั้น ไม่ใช่แค่ได้ยินแล้วก็ชื่นชมว่ามันเป็นความเชื่อที่ดีเท่านั้น เมื่อความเชื่อถูกต้อง บวกกับความรู้ที่ละเอียดแม่นยำในด้านที่เรากำลังมุ่งไป มีการปฏิบัติที่ส่งเสริม สมการคณิตศาสตร์ก็จะให้ผลลัพธ์ที่ต้องการ เราจะมาสำรวจ ความเชื่อที่สร้างพลัง กันในฉบับหน้า เพราะฉบับนี้ไม่มีที่ว่างแล้วครับ

 

ขอให้ท่านรู้สึกได้ว่าชีวิตของท่านเปี่ยมพลังอยู่แล้ว จงใช้ชีวิตอย่าง เปี่ยมพลัง!!!

ด้วยรัก
พันโท ภูมิสิษฐ์ ชินบุตรวงศ์/อานันท์ ชินบุตร
www.anantpowerful.com

anantpowerful@yahoo.com

 

 

บทความ

 

 
 
www.anantpowerful.com