ศักยภาพของคุณยังซ่อนเร้นอยู่อีก 90 เปอร์เซ็นต์
หลังจากที่ผมแปลหนังสือ พลังไร้ขีดจำกัด(Unlimited Power)เสร็จสักพักหนึ่งก็มีคนมาถามว่า
ทำไมอาจารย์ไม่สอนวิชานี้ให้คนอื่นด้วยทั้งๆที่รู้มานานผมจึงใคร่ครวญและตัดสินใจจัดทำหลักสูตรขึ้น
ในตอนเริ่มแรกที่ผมจะทำการสอนหลักสูตร Your Powerful Life (ชีวิตเปี่ยมพลัง) เมื่อต้นปีที่แล้วนั้น
มีหลายคนสนใจสอบถามเรื่องนั้นบ้างเรื่องนี้บ้างทั้งทางโทรศัพท์และอีเมล์
มีอยู่ครั้งหนึ่ง ชายคนหนึ่งถามผมว่า “อาจารย์ทราบได้อย่างไรครับว่าความสามารถของเราถูก
นำมาใช้เพียง 10 เปอร์เซ็นต์ และอีก 90 เปอร์เซ็นต์ ยังซ่อนเร้นอยู่ภายในตัว?"
ผมได้ยินคำถามนั้นก็สะอึกไปพักหนึ่ง เพราะตัวเลขมันบ่งบอกไว้ชัดเจนระหว่าง 10 กับ 90
ซึ่งแตกต่างกันมาก อันที่จริงแล้วมันเป็นเพียงตัวเลขสมมติที่แสดงให้เห็นว่าเรายังมีความสามารถหรือ
“ศักยภาพ”ที่ยังไม่ได้นำออกมาใช้อีก 9 เท่าตัวทีเดียว
ผมย้อนนึกถึงประสบการณ์ของตัวเองสมัยที่ไปเรียนปริญญาโท ที่มหาวิทยาลัยโอไฮโอสเตท
สหรัฐอเมริกา เนื่องจากที่นั่นเด็กหนุ่มมักนิยมเพาะกาย ส่วนผมก็ยังหนุ่มอายุประมาณยี่สิบสี่ปี ก็ไปเข้า
โรงยิมวันละหนึ่งชั่วโมง แรกๆผมเริ่มทีละน้อยทีละน้อยแต่การเพิ่มของผมจะเป็นแบบเอ็กซ์โปเนนเชียล
คือจากหนึ่งไม่ใช่เป็นสอง แต่จะเป็นแบบเลขยกกำลัง เพราะพอผมรู้ว่าผมเพิ่มได้ ผมจะเพิ่มมากขึ้น
แล้วอยู่อย่างนั้นสักพักให้คงตัว แล้วก็เพิ่มขยายอีกมากขึ้นเป็นทวีคูณ ที่นั่นจะดีอยู่อย่างหนึ่งตรงที่รุ่นพี่
ซึ่งผมหมายถึงคนที่ยกน้ำหนักแข็งแรง อยู่ก่อนแล้วมักจะเข้ามาช่วยเหลือ เวลาเราดันหน้าอกแบบ
นอนหงายเขาจะมายืนอยู่ข้างหลังคอยประคองน้ำหนักที่ยกแต่จะไม่แตะต้องในตอนแรก
พอเราทำไปจนเต็มเหยียด เขาจะตะโกนออกมาดังๆว่า “again, again, You can do it, You can do it!"
ก็คือ "เอาอีก เอาอีก นายทำได้ นายทำได้” เรียกว่า เรา “อัดพลัง” กันเข้าไปสุดๆเลย
อันที่จริงผมพอจะคุ้นเคยกับลักษณะเช่นนี้อยู่แล้วสมัยเรียนที่โรงเรียนเตรียมทหารและ
โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า เพราะเราเหนื่อยสุดๆแล้วยังถูกผลักดันให้เอาพลังแฝงออกมาใช้อีก
จนกระทั่ง break through หรือทะลุมิติอันจำกัดของตัวเอง โดยที่ถ้าเรายิ่งเอาพลังออกมาใช้มาก
เท่าไหร่คราวต่อไปมันก็สะสมเพิ่มมากขึ้นๆเรื่อยๆ แล้วเราก็จะมีทั้งพลังปกติและพลังแฝงเพิ่มขึ้นๆ
เป็นขนาดมหึมา ไม่ว่าจะเป็น พลังกาย พลังใจ หรือว่าพลังความคิดนั่นยังไม่เท่าไหร่
หลังจากเพาะกายหนึ่งชั่วโมงแล้วผมจะไปยังสระว่ายน้ำ
ที่นั่นสระว่ายน้ำจะมีความยาว 50 เมตรและมีหลายแห่ง ก่อนผมจบโรงเรียนนายร้อยฯ
ผมว่ายน้ำ 100 เมตรก็เหนื่อยแล้ว ที่จริงผมเคยจมน้ำสมัยเด็กๆจนเกือบตาย
แล้วก็ต้องผลักดันให้ตัวเองว่ายน้ำได้ 50 เมตร เพื่อสอบเข้าโรงเรียนเตรียมทหาร
สรุปว่าผมว่ายได้มากที่สุดก็ 100 เมตร นั่นแหละ ผมมาที่นี่ ว่ายทีไร 100 เมตร ก็บอกกับตัวเองว่า
เหนื่อยแล้ว และก็จะขึ้นมาพักถ้าอยากมันต่อก็จะลงไปว่ายอีก แต่ละครั้งไม่เกิน 100 เมตร เท่านั้น
มาวันหนึ่งผมมองลงไปในสระน้ำ ผู้หญิงเด็กนักศึกษากำลังว่ายน้ำกันเป็นปลาว่ายไม่รู้จักเหนื่อย
และก็ว่ายเร็วเสียด้วย พอเธอหยุดพัก ผมก็เลยเดินลงน้ำไปคุยด้วย ผมถามเธอว่า ผมจะว่ายได้อย่างนี้
ี้ บ้างไหมในชีวิต เธอตอบผมว่า “You’ll build up!” คำพูดประโยคเดียวของเธอคำนี้ีี้สร้างความเชื่อมั่น
ให้ผมอย่างมหาศาล
มันมีความหมายว่า “คุณจะสร้างมันขึ้นได้” คำว่า “BUILD UP” มันหมายถึงการก่อจากฐานที่ละน้อย
อย่างแข็งแรงจนใหญ่โตขึ้นได้ นั่นหมายความว่าหากผมฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอจริงจัง ผมก็จะทำได้
เช่นกัน แน่นอนเธอก็พิสูจน์ให้ผมเห็นอยู่แล้ว ผมไม่เคยเรียนว่ายน้ำที่ไหนอย่างเป็นทางการ
ผมใช้วิธีสังเกตและลักจำเอาจากนั้นก็มาฝึกฝน ผมทำเช่นนี้มาเรื่อยตั้งแต่เป็นเด็กๆไม่ว่าเป็นการเล่น
กีตาร์ เป่าขลุ่ย หรือความสามารถอะไรอื่นๆ เพราะพ่อแม่ของผมไม่ได้ร่ำรวยมีเงินเหลือเฟือ
ให้ผมไปเรียนพิเศษที่ไหน ผมต้องสร้างด้วยตัวเอง อย่างไรก็ตามในวันนั้น ผมขึ้นมายืนขอบสระ
มองไปที่ขอบสระไกลๆโน่น มองไปที่ฝูงปลาซึ่งกำลังแหวกว่ายน้ำกันอยู่อย่างจริงจัง
ผมบอกกับตัวเองว่า “เอาละ วันนี้ อานันท์ ไม่ใช่ อานันท์ ไม่คิดว่า เราคือเรา
คิดแล้วเหนื่อยถ้ากระโดดลงไปว่าย ไม่ต้องคิดอะไรดูซิ ว่ายไปเรื่อยๆ” วันนั้นผมกระโดดลงไปว่ายน้ำ
นึกถึงแต่การกวัดแกว่งแขนและเตะขาให้มันถูกต้องที่สุดตามที่สังเกตมา และก็นับรอบไปด้วย
ไม่ได้คิดถึงว่า เราคือเรา อานันท์คืออานันท์ ผมว่ายไปเรื่อยๆไม่คิดพะวงเรื่องเวลา
วันนั้นผมขึ้นจากสระน้ำ ผมว่ายได้ 1.5 กิโลเมตร หนึ่งกิโลกับอีกห้าร้อยเมตร!
มันเป็นความจริงอย่างที่สุดผมเรียนรู้จากประสบการณ์ตัวเองว่า ถ้าเราไม่พะวงกับความเชื่อเดิม
ที่เชื่อมติดเหนียวแน่นอยู่กับชื่อของเรา ตัวของเรา เราจะทำอะไรได้อีกมากมายหลายเท่า คิดดูซิว่า
100 เมตร กับ 1500 เมตร มันต่างกันมากมายเสียยิ่งกว่าอัตราส่วน 10 ต่อ 90เสียอีก
มันเป็นประสบการณ์ที่สร้างความเชื่อมั่นให้กับผมอีกครั้งหนึ่งว่าหากผมทำจริงศักยภาพของผมทำได้
สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เฉพาะกับการออกกำลังกายหรือการใช้แรงเท่านั้น ศักยภาพอื่นๆ ไม่ว่าเป็นทักษะใดๆ
หรือเรื่องการเรียนหนังสือ เรื่องสติปัญญาต่างๆเรามีอยู่มากมายแต่ที่สำคัญก็คือ ให้ลองลืมไปก่อนซิว่า
เราคือเรา แล้วลงมือทำไป เมื่อเราเรียนรู้จากศักยภาพของเราแล้ว เราก็สร้างความแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ
มันก็เป็นการเพิ่มขีดความสามารถให้ตนเอง ไม่นานนักผมก็พิสูจน์ตัวเองว่า
ผมสามารถว่ายน้ำได้ 3 กิโลเมตร และก็ 4 กิโลเมตร โดยไม่หยุดพักเลย และก็เพิ่มความเร็วขึ้นได้อีก
เพราะความแข็งแกร่งมันสั่งสมมากขึ้นเรื่อยๆ
ผมเป็นคนเรียนหนังสือเก่ง เพราะผมเชื่อว่าไม่มีอะไรที่ผมเรียนรู้ไม่ได้ผมเชื่อว่าผมทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ได้
เพราะผมมีอวัยวะครบทุกส่วนเช่นเดียวกับคนอื่น ศักยภาพอาจจะต่างกันตรงที่ขนาดของร่างกาย
แต่ผมก็ต้องผลักดันให้ไปสุดๆเท่าที่ขีดความสามารถทางร่างกายของผมจะให้ได้
ยิ่งถ้าเป็นเรื่องของมันสมองแล้วละก็ มันแทบจะไม่มีข้อจำกัดอะไรเลย
เพียงแต่หา “ฐาน” ดีๆมาใส่เอาไว้
เช่น ความเชื่อที่ส่งเสริมเราในด้านนั้นๆประสบการณ์ของคนอื่นที่เราเอามาทำตามได้แล้วปรับปรุง
ให้เข้ากับแบบเราๆเรียนรู้จากคนที่เขารู้มาก่อน ถ้าเป็นเรื่องของตะวันตกก็ต้องเรียนรู้จากต้นฉบับ
นั่นแหละทำไมผมจึงต้องผลักดันให้ตัวเองไปเรียนรู้ที่เมืองนอกจากต้นฉบับให้ได้
ไม่มีอะไรที่เราเรียนรู้ไม่ได้และทำไม่ได้ ผมเชื่อเช่นนั้นมาตั้งแต่เด็ก
และผมได้รับการเน้นย้ำในโรงเรียนทหารอย่างต่อเนื่อง
ผมไม่เชื่อว่าเราต้องเริ่มต้นด้วยการใช้คำว่า “เปลี่ยนแปลง”
จริงๆแล้วเราเปลี่ยนแปลงนั่นแหละอะไรๆมันจึงเปลี่ยน แต่ “พลังแห่งถ้อยคำ” นั้นมีความสำคัญมาก
การใช้คำว่าการเปลี่ยนแปลงจะทำให้เรารู้สึกดูถูกตัวเองว่า
ตัวเราดั้งเดิมนั้นไม่เอาไหนจึงต้องเปลี่ยนเป็นคนใหม่ อันที่จริง เรา “เอาไหน” อยู่แล้ว
เพียงแต่เราคิดติดอยู่กับชื่อของเราหรือจริงๆแล้วก็คือเราติดอยู่กับภาพภายในของเราที่มากับชื่อ
คุณลองทำอย่างผมบ้าง แล้วคุณจะภูมิใจว่า ตัวคุณ “เดิมๆ” นั้นดีอยู่แล้ว และคุณจะเกิดกำลังใจที่จะ
“BUILD UP” ให้ใหญ่โตขึ้น จากฐานรากเช่นเดียวกับตึกที่ใหญ่โตและสวยงามประกอบด้วยศิลปะ
ไม่ว่าเป็นด้านอะไรที่คุณอยากจะ “ออกแบบ” !
และเรียนรู้ปรับปรุงไประหว่างที่ทำให้ดีที่สุดเท่าที่สิ่งต่างๆเหล่านั้นจะให้ออกมาได้ด้วยการรู้จักสังเกต
และทำอย่างไม่กำหนดข้อจำกัดให้ตัวเอง คุณจะเชื่อมั่นในศักยภาพของคุณขึ้นเรื่อยๆ
เพราะคุณพิสูจน์ให้ตัวเองเห็นกับตารู้กับใจ แล้วคุณจะรักตัวเองและภูมิใจในตัวเองมากที่สุด
เมื่อฐานของใจมั่นคงและดีขึ้นเรื่อยๆแล้ว คุณก็มีโอกาสที่จะแบ่งปันเผื่อแผ่ได้มากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ!
เช่นนี้แหละที่เขาเรียกกันว่า Success Breeds Success หรือ ความสำเร็จนำมาซึ่งความสำเร็จ
(ที่ใหญ่ขึ้น) หรือที่คนญี่ปุ่นชอบใช้คำว่า ไคเซ็น คือการพัฒนาให้ดีขึ้นเรื่อยๆ นั่นเอง
ขอให้คุณโชคดี และ Build Up!
ชีวิตของคุณ เปี่ยมพลังเสมอ !!!
|